ต้นทุนลวดเชื่อมเงินต่อรอยต่อ: คำนวณอย่างไรให้รวมเศษลวดและงานแก้

ต้นทุนลวดเชื่อมเงินต่อรอยต่อควรคำนวณจากมูลค่าวัสดุที่ใช้ไปจริง หารด้วยจำนวนรอยต่อที่ผ่านตรวจ ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะราคาลวดต่อกิโลกรัม เพราะเศษปลายลวด วัสดุที่ใช้กับงานแก้ และงานที่ไม่ผ่านตรวจ ล้วนทำให้ต้นทุนต่อผลงานที่ส่งมอบเปลี่ยนไป

การคำนวณด้วยวิธีนี้ช่วยให้ฝ่ายจัดซื้อและฝ่ายผลิตเห็นว่า วัสดุที่ซื้อมาให้ต้นทุนต่อรอยต่อเท่าไรภายใต้เงื่อนไขการทำงานจริง และสามารถใช้ข้อมูลประกอบการเสนอราคา ควบคุมการเบิกวัสดุ หรือเปรียบเทียบผลการผลิตแต่ละชุดได้

บทความนี้เน้น ต้นทุนของลวดเชื่อมเงินเท่านั้น ส่วนค่าแรง ก๊าซ ฟลักซ์ และค่าตรวจสอบต้องบันทึกเพิ่มเติม หากต้องการหาต้นทุนรวมของกระบวนการ Brazing

ราคาต่อกิโลกรัมกับต้นทุนต่อรอยต่อต่างกันอย่างไร

ราคาต่อกิโลกรัมเป็นราคาที่ใช้ซื้อวัสดุ ส่วนต้นทุนต่อรอยต่อเป็นมูลค่าวัสดุที่ใช้เพื่อให้ได้รอยต่อหนึ่งจุดที่ผ่านเกณฑ์ของงาน

ตัวอย่างเช่น ลวดสองรายการอาจมีราคาต่อกิโลกรัมต่างกัน แต่หากมีปริมาณใช้จริง สัดส่วนเศษ และจำนวนงานแก้ต่างกัน ผลลัพธ์ของต้นทุนต่อรอยต่อก็อาจไม่เป็นไปตามลำดับราคาซื้อ

อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบต้องเริ่มจากวัสดุที่ได้รับอนุมัติให้ใช้กับงานเดียวกันก่อน ไม่ควรนำลวดต่างเกรดมาเลือกแทนกันจากต้นทุนเพียงอย่างเดียว

สำหรับงานที่กำหนดให้ใช้ BCuP-2 สามารถตรวจรายละเอียดของ ลวดประสานทองแดงสำหรับงาน Brazing เพื่อยืนยันรุ่น ขนาด และบรรจุภัณฑ์ก่อนนำข้อมูลราคาไปคำนวณต้นทุน

ต้นทุนลวดเชื่อมเงินต้องรวมอะไรบ้าง

เพื่อให้เห็นต้นทุนครบถ้วน ควรแยกวัสดุที่ใช้ไปเป็นสามส่วน

ส่วนของวัสดุ

ความหมาย

การบันทึกต้นทุน

ลวดที่ใช้กับงานครั้งแรก

วัสดุที่ใช้ทำรอยต่อก่อนตรวจหรือแก้ไข

รวมในต้นทุนของชุดงาน

เศษที่ใช้ต่อไม่ได้

เศษปลายลวดหรือวัสดุที่คัดทิ้ง

รวมในต้นทุนของชุดงาน

ลวดที่ใช้กับงานแก้

วัสดุที่ใช้เพิ่มหลังพบปัญหา

รวมในต้นทุนของชุดงาน

ส่วนลวดคงเหลือที่ยังใช้ได้และรับกลับเข้าคลัง ต้องแยกออกจากวัสดุที่ใช้ไป เพื่อไม่ให้คิดต้นทุนสูงกว่าการใช้งานจริง

หากมีเศษวัสดุที่ขายคืนได้ ควรบันทึกรายได้หรือมูลค่ารับคืนแยกต่างหากตามวิธีบัญชีของบริษัท ไม่ถือว่าเศษนั้นเป็นลวดพร้อมใช้

สูตรคำนวณต้นทุนลวดเชื่อมเงินต่อรอยต่อ

เริ่มจากแปลงราคาต่อกิโลกรัมเป็นราคาต่อกรัม

ราคาลวดต่อกรัม = ราคาลวดต่อกิโลกรัม ÷ 1,000

จากนั้นหาปริมาณที่ใช้ไปจริง

น้ำหนักลวดที่ใช้ไปสุทธิ = น้ำหนักลวดที่เบิก − น้ำหนักลวดที่คืนคลังและยังใช้ได้

คำนวณต้นทุนวัสดุของชุดงาน

ต้นทุนลวดของชุดงาน = น้ำหนักลวดที่ใช้ไปสุทธิ × ราคาลวดต่อกรัม

แล้วหารด้วยจำนวนผลงานที่ผ่านตรวจ

ต้นทุนลวดต่อรอยต่อที่ผ่านตรวจ = ต้นทุนลวดของชุดงาน ÷ จำนวนรอยต่อที่ผ่านตรวจ

สูตรนี้สมมติว่าใช้ราคาต่อหน่วยเดียวกันสำหรับลวดทั้งหมดในชุดงาน หากมีหลายรุ่นหรือหลายราคาทุน ต้องคำนวณมูลค่าแต่ละรายการก่อนนำมารวมกัน

ตัวอย่างคำนวณที่รวมเศษลวดและงานแก้

ตัวเลขต่อไปนี้เป็น ตัวอย่างสมมติสำหรับอธิบายวิธีคำนวณ ไม่ใช่ราคาหรือผลทดสอบของผลิตภัณฑ์รุ่นใด

สมมติราคาลวดเชื่อมเงินเท่ากับ 2,000 บาทต่อกิโลกรัม จึงมีราคาต่อกรัมเท่ากับ

2,000 ÷ 1,000 = 2 บาทต่อกรัม

ชุดงานหนึ่งมีข้อมูลดังนี้

รายการ

น้ำหนักหรือจำนวน

ลวดที่เบิก

1,000 กรัม

ลวดคืนคลังที่ยังใช้ได้

400 กรัม

ลวดที่ใช้ไปสุทธิ

600 กรัม

ในยอดใช้สุทธิ: ลวดใช้ทำงานครั้งแรก

500 กรัม

ในยอดใช้สุทธิ: เศษที่ใช้ต่อไม่ได้

40 กรัม

ในยอดใช้สุทธิ: ลวดใช้กับงานแก้

60 กรัม

รอยต่อที่ผ่านตรวจเมื่อจบชุดงาน

100 รอยต่อ

ต้นทุนลวดของชุดงานเท่ากับ

600 × 2 = 1,200 บาท

ต้นทุนลวดต่อรอยต่อที่ผ่านตรวจเท่ากับ

1,200 ÷ 100 = 12 บาทต่อรอยต่อ

สามารถแยกองค์ประกอบของต้นทุนเพื่อดูโอกาสปรับปรุงได้ดังนี้

องค์ประกอบ

ต้นทุนรวม

ต้นทุนเฉลี่ยต่อรอยต่อที่ผ่านตรวจ

ลวดใช้ทำงานครั้งแรก

1,000 บาท

10.00 บาท

เศษที่ใช้ต่อไม่ได้

80 บาท

0.80 บาท

ลวดใช้กับงานแก้

120 บาท

1.20 บาท

รวม

1,200 บาท

12.00 บาท

เศษ 40 กรัมและลวดสำหรับงานแก้ 60 กรัมอยู่ในน้ำหนักใช้สุทธิ 600 กรัมแล้ว จึงไม่ต้องบวกเพิ่มอีกครั้ง

ทำไมต้องหารด้วยจำนวนรอยต่อที่ผ่านตรวจ

หากใช้จำนวนรอยต่อที่ทำทั้งหมดเป็นตัวหาร โดยรวมรอยต่อที่ไม่ผ่านตรวจด้วย อาจทำให้ต้นทุนต่อผลงานที่ส่งมอบดูต่ำกว่าความเป็นจริง

สมมติชุดงานเดิมใช้ลวดมูลค่า 1,200 บาท แต่เมื่อสิ้นสุดงานมีรอยต่อผ่านตรวจเพียง 90 จุด จะได้ต้นทุน

1,200 ÷ 90 = 13.33 บาทต่อรอยต่อที่ผ่านตรวจ

แม้มูลค่าลวดที่ใช้เท่าเดิม ต้นทุนต่อรอยต่อก็เพิ่มขึ้น เพราะมีผลงานที่ยอมรับได้น้อยลง

สำหรับรอยต่อที่แก้หลายครั้ง ให้นับเป็นหนึ่งรอยต่อเมื่อผ่านตรวจ ไม่เพิ่มจำนวนรอยต่อตามจำนวนครั้งที่แก้ ส่วนวัสดุที่ใช้แก้ทุกครั้งต้องรวมอยู่ในต้นทุน

หากชุดงานยังมีรอยต่อรอแก้หรือรอผลตรวจ ควรระบุว่าต้นทุนที่คำนวณเป็นข้อมูลระหว่างดำเนินงาน และปรับใหม่เมื่อจบชุดงาน

แยกต้นทุนงานแก้เพื่อหาจุดที่ควรปรับปรุง

การรวมวัสดุทุกส่วนไว้ในยอดเดียวช่วยให้ทราบต้นทุนรวม แต่การแยกงานแก้จะช่วยให้เห็นว่าต้นทุนเพิ่มจากส่วนใด

ข้อมูลที่ควรบันทึก ได้แก่ จำนวนรอยต่อที่แก้ ปริมาณลวดที่ใช้เพิ่ม เหตุที่ต้องแก้ และผลตรวจหลังแก้ โดยควรแยกการใช้วัสดุเพิ่มเพราะงานไม่ผ่านออกจากการเปลี่ยนแบบหรือเพิ่มงานตามคำสั่ง

นอกจากนี้ ไม่ควรสรุปว่าการใช้ลวดมากเกิดจากคุณภาพลวดเพียงอย่างเดียว Lucas Milhaupt อธิบายใน หลักพื้นฐานของกระบวนการ Brazing ว่าการทำรอยต่อต้องพิจารณาหลายขั้นตอนร่วมกัน ทั้งการประกอบและช่องว่าง ความสะอาด การใช้ฟลักซ์ การจับยึด และการให้ความร้อน การวิเคราะห์ต้นทุนงานแก้จึงควรตรวจข้อมูลกระบวนการควบคู่กับวัสดุที่ใช้

เปรียบเทียบต้นทุนอย่างไรให้เงื่อนไขตรงกัน

ก่อนเปรียบเทียบต้นทุนระหว่างชุดงานหรือวัสดุสองรายการ ควรตรวจว่าใช้เงื่อนไขใกล้เคียงกัน ได้แก่

  • ชนิด ขนาด และรูปแบบรอยต่อ

  • วัสดุที่ได้รับอนุมัติให้ใช้กับงาน

  • วิธีปฏิบัติและเกณฑ์ตรวจรับ

  • วิธีแยกลวดคืนคลัง เศษ และงานแก้

  • รายการค่าใช้จ่ายที่รวมอยู่ในราคาทุน

ตัวอย่างสมมติต่อไปนี้ใช้แสดงวิธีคำนวณ โดยถือว่าวัสดุทั้งสองรายการผ่านการอนุมัติสำหรับงานเดียวกันแล้ว

รายการ

วัสดุ A

วัสดุ B

ราคาต่อกิโลกรัม

2,000 บาท

2,200 บาท

ปริมาณใช้สุทธิต่อรอยต่อที่ผ่านตรวจ

6 กรัม

5 กรัม

ต้นทุนลวดต่อรอยต่อ

12 บาท

11 บาท

ในตัวอย่าง วัสดุ B มีราคาต่อกิโลกรัมสูงกว่า แต่มีต้นทุนลวดต่อรอยต่อต่ำกว่า ผลนี้ไม่ได้ยืนยันว่าวัสดุ B ดีกว่าในทุกงาน เพราะต้องตรวจคุณภาพ ความเหมาะสม และค่าใช้จ่ายอื่นร่วมด้วย

ใช้ราคาซื้อหรือราคาทุนในการคำนวณ

สำหรับการควบคุมต้นทุนภายใน ควรใช้ราคาทุนที่บริษัทกำหนดอย่างสม่ำเสมอ เช่น ราคาหลังส่วนลดและค่าใช้จ่ายจัดหาที่บริษัทจัดสรรให้วัสดุ ตามข้อมูลจากฝ่ายบัญชี

หากเบิกลวดจากหลายล็อตที่มีราคาทุนต่างกัน ควรใช้วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือของบริษัท แทนการนำราคาขายล่าสุดมาแทนต้นทุนของวัสดุทั้งหมดโดยอัตโนมัติ

กรณีทำใบเสนอราคางานใหม่ สามารถใช้ราคาซื้อที่คาดว่าจะเกิดขึ้นได้ แต่ควรระบุให้ชัดว่าเป็นต้นทุนประมาณการ และทบทวนเมื่อราคาและเงื่อนไขการซื้อเปลี่ยนไป

ต้นทุนลวดกับต้นทุนรวมของงาน Brazing ต้องแยกกัน

ต้นทุนลวด 12 บาทต่อรอยต่อในตัวอย่าง ยังไม่ใช่ต้นทุนรวมของการทำงาน หากต้องการประเมินต้นทุนรวม ต้องเพิ่มรายการที่เกี่ยวข้อง เช่น

  • ฟลักซ์และวัสดุทำความสะอาด

  • ก๊าซและพลังงาน

  • ค่าแรงและเวลางานแก้

  • ค่าตรวจสอบ

  • ค่าอุปกรณ์หรือค่าใช้จ่ายการผลิตที่จัดสรร

ควรแสดงต้นทุนลวดเป็นรายการแยก เพื่อให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงต้นทุนเกิดจากราคาวัสดุ ปริมาณใช้ หรือค่าใช้จ่ายส่วนอื่น

สรุป

ต้นทุนลวดเชื่อมเงินต่อรอยต่อที่ใช้ควบคุมงานได้ ต้องรวมเศษที่ใช้ต่อไม่ได้และวัสดุสำหรับงานแก้ แล้วหารด้วยจำนวนรอยต่อที่ผ่านตรวจ การแยกข้อมูลแต่ละส่วนช่วยให้เห็นทั้งต้นทุนจริงและสาเหตุที่ทำให้ต้นทุนเปลี่ยนไป

สำหรับงานที่กำหนดให้ใช้ BCuP-2 สามารถตรวจรายละเอียดของ วัสดุประสานสำหรับรอยต่อทองแดงต่อทองแดง เพื่อให้รุ่นและขนาดในใบเบิกตรงกับรายการที่ใช้คำนวณต้นทุน

คำถามที่พบบ่อย

ลวดราคาถูกกว่าต่อกิโลกรัมมีต้นทุนต่อรอยต่อต่ำกว่าเสมอหรือไม่?

ไม่เสมอไป ต้องคำนวณจากปริมาณใช้สุทธิและจำนวนรอยต่อที่ผ่านตรวจ ภายใต้เงื่อนไขงานที่เปรียบเทียบกันได้

เศษปลายลวดต้องรวมเป็นต้นทุนหรือไม่?

ต้องรวม หากไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้แล้ว ส่วนลวดที่ยังใช้ได้และคืนคลังควรหักออกจากยอดใช้ของชุดงาน

ลวดที่ใช้กับงานแก้ต้องบวกเพิ่มอีกครั้งหรือไม่?

หากรวมอยู่ในน้ำหนักใช้สุทธิแล้ว ไม่ต้องบวกซ้ำ แต่ควรแยกบันทึกเพื่อวิเคราะห์สาเหตุของต้นทุน

ควรนับรอยต่อที่แก้หลายครั้งอย่างไร?

นับเป็นหนึ่งรอยต่อเมื่อผ่านตรวจ โดยรวมวัสดุที่ใช้ในการแก้ทุกครั้งไว้ในต้นทุนของชุดงาน

ต้นทุนลวดต่อรอยต่อใช้เป็นราคาขายงานได้เลยไหม?

ยังไม่ได้ ต้องรวมค่าใช้จ่ายอื่นของงานและพิจารณากำไรตามวิธีคิดราคาของบริษัทก่อน