ลวดเชื่อมเงิน 1 กิโลกรัมไม่มีจำนวนรอยต่อตายตัว เพราะปริมาณที่ใช้ขึ้นอยู่กับขนาดและรูปแบบรอยต่อ วิธีป้อนวัสดุ เศษปลายลวด และงานแก้ที่เกิดขึ้น การวางแผนสั่งซื้อจึงควรเริ่มจากการทดลองกับงานจริง แล้วนำปริมาณลวดที่ใช้มาเฉลี่ยต่อรอยต่อที่ผ่านตรวจ
ตัวอย่างเช่น หากหน้างานใช้ลวดเฉลี่ย 6 กรัมต่อรอยต่อ โดยรวมเศษที่ใช้ต่อไม่ได้แล้ว ลวด 1 กิโลกรัมจะทำได้ประมาณ 166 รอยต่อ ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างการคำนวณ ไม่ใช่อัตราการใช้งานมาตรฐานของลวดเชื่อมเงินทุกชนิด
บทความนี้อธิบายวิธีชั่งน้ำหนัก แยกวัสดุคงเหลือ และคำนวณปริมาณสำหรับเตรียมงาน โดยใช้ข้อมูลที่ช่าง ฝ่ายคลัง และฝ่ายจัดซื้อสามารถบันทึกร่วมกันได้
ทำไมลวดเชื่อมเงินน้ำหนักเท่ากันจึงทำได้จำนวนรอยต่อต่างกัน
การซื้อวัสดุประสานเป็นกิโลกรัมบอกปริมาณวัสดุที่ได้รับ แต่ยังไม่บอกจำนวนงานที่ทำได้ ปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณามีดังนี้
ขนาดและรูปแบบรอยต่อ
รอยต่อแต่ละแบบมีพื้นที่และปริมาตรที่ต้องเติมต่างกัน จึงไม่ควรใช้จำนวนรอยต่อจากงานขนาดหนึ่งแทนงานอีกขนาดโดยไม่มีข้อมูลทดลองรองรับ
Lucas Milhaupt อธิบายในบทความ การคำนวณปริมาณวัสดุประสานสำหรับรอยต่อ ว่าปริมาณวัสดุประสานสัมพันธ์กับปริมาตรของรอยต่อ และการป้อนลวดด้วยมืออาจควบคุมปริมาณให้เท่ากันทุกครั้งได้ยาก หลักการนี้ช่วยอธิบายว่าทำไมการประเมินจำนวนรอยต่อจึงต้องอ้างอิงทั้งลักษณะงานและข้อมูลการใช้จริง
วัสดุและวิธีป้อนลวด
ควรบันทึกเกรด ขนาด และรูปทรงลวดที่ใช้ให้ชัดเจน เมื่อเปลี่ยนวัสดุหรือวิธีป้อน ควรตรวจสอบค่าเฉลี่ยใหม่ เพื่อให้ข้อมูลตรงกับการทำงานปัจจุบัน
เศษปลายลวดและงานแก้
ลวดที่เบิกไปไม่ได้กลายเป็นวัสดุในรอยต่อทั้งหมด บางส่วนอาจเหลือเป็นเศษที่ใช้ต่อไม่ได้ หรือถูกใช้กับงานแก้และชิ้นงานที่ไม่ผ่านตรวจ ปริมาณเหล่านี้ต้องรวมอยู่ในการวางแผนวัสดุด้วย
ก่อนเก็บข้อมูล ต้องเลือกวัสดุให้ตรงกับงาน
การคำนวณปริมาณควรเริ่มหลังจากยืนยันแล้วว่าวัสดุประสานตรงกับข้อกำหนดของงาน ไม่ควรเลือกเกรดจากจำนวนรอยต่อที่คาดว่าจะทำได้เพียงอย่างเดียว
สำหรับงานที่ระบุให้ใช้ BCuP-2 สามารถตรวจรายละเอียดของ ลวดประสานทองแดงสำหรับงาน Brazing เพื่อระบุรุ่น ขนาด และรูปทรงที่ใช้ทดลองให้ตรงกับรายการสั่งซื้อ
หากโครงการมีชิ้นงานหลายขนาดหรือหลายรูปแบบ ควรแยกเก็บข้อมูลเป็นกลุ่ม เช่น กลุ่มรอยต่อขนาดเล็กและกลุ่มรอยต่อขนาดใหญ่ แล้วคำนวณปริมาณตามจำนวนงานของแต่ละกลุ่ม
วิธีประเมินปริมาณลวดเชื่อมเงินจากการชั่งน้ำหนัก
วิธีต่อไปนี้เป็นแนวทางเก็บข้อมูลภายในหน้างานสำหรับวางแผนวัสดุ ไม่ใช่มาตรฐานทดสอบคุณสมบัติผลิตภัณฑ์
1. กำหนดชุดงานทดลอง
เลือกงานที่เป็นตัวแทนของการผลิตจริง โดยใช้ชนิดชิ้นงาน ขนาดรอยต่อ วัสดุประสาน และวิธีปฏิบัติเดียวกับงานที่จะทำ
ไม่ควรใช้ผลจากรอยต่อเดียวเป็นค่าเฉลี่ยของทั้งโครงการ หากปริมาณที่ใช้ต่อรอยต่อน้อย ควรทดลองเป็นชุดให้มีน้ำหนักเปลี่ยนแปลงมากพอที่จะวัดได้ชัดเจน
2. ชั่งน้ำหนักลวดก่อนเริ่มงาน
ชั่งเฉพาะลวดที่เบิกไปทดลอง โดยหักน้ำหนักห่อ กล่อง หรือภาชนะออก ใช้เครื่องชั่งที่มีความละเอียดเหมาะกับน้ำหนักที่ต้องการวัด และบันทึกหน่วยเป็นกรัมให้เหมือนกันทุกชุด
3. ทำงานและบันทึกจำนวนรอยต่อ
ระหว่างทดลอง ให้บันทึกจำนวนรอยต่อที่ทำ จำนวนที่มีการแก้ไข และเหตุผิดปกติที่อาจทำให้ใช้วัสดุเพิ่มขึ้น
การทดลองควรใช้วิธีปฏิบัติงานตามที่กำหนด ไม่ลดปริมาณวัสดุเพื่อให้ได้ตัวเลขการใช้ลวดต่ำลงโดยยังไม่ได้ตรวจคุณภาพรอยต่อ
4. แยกลวดคงเหลือที่ใช้ได้ออกจากเศษที่ต้องทิ้ง
หลังจบชุดงาน ให้แยกวัสดุออกเป็นสองส่วน
-
ลวดคงเหลือที่ยังใช้ได้: สามารถนำกลับมาใช้ได้ตามข้อกำหนดของหน้างาน
-
เศษลวดที่ใช้ต่อไม่ได้: ต้องคัดทิ้งหรือจัดการเป็นเศษวัสดุ
ลวดที่ยังใช้ได้เป็นสต็อกคงเหลือ ส่วนเศษที่ใช้ต่อไม่ได้เป็นปริมาณที่สูญเสียไปจากสต็อกพร้อมใช้ จึงต้องรวมไว้ในยอดวัสดุที่ต้องเตรียม
5. นับจำนวนรอยต่อที่ผ่านตรวจ
ใช้จำนวนรอยต่อที่ผ่านเกณฑ์ของงานเป็นตัวหาร เพื่อให้ค่าเฉลี่ยสะท้อนปริมาณวัสดุที่ต้องเตรียมต่อผลงานที่ยอมรับได้ หากยังไม่มีผลตรวจรับ ให้ระบุว่าค่าเฉลี่ยนั้นเป็นข้อมูลเบื้องต้น
สูตรคำนวณลวดเชื่อมเงินต่อรอยต่อ
เริ่มจากหาน้ำหนักลวดที่เบิกใช้สุทธิ
น้ำหนักลวดที่เบิกใช้สุทธิ = น้ำหนักก่อนเริ่มงาน − น้ำหนักลวดคงเหลือที่ยังใช้ได้
จากนั้นคำนวณปริมาณเฉลี่ย
ปริมาณลวดเฉลี่ยต่อรอยต่อที่ผ่านตรวจ = น้ำหนักลวดที่เบิกใช้สุทธิ ÷ จำนวนรอยต่อที่ผ่านตรวจ
เมื่อได้ปริมาณเฉลี่ยแล้ว จึงประเมินจำนวนรอยต่อจากลวด 1 กิโลกรัม
จำนวนรอยต่อโดยประมาณ = 1,000 ÷ ปริมาณลวดเฉลี่ยต่อรอยต่อที่ผ่านตรวจ
สูตรนี้ใช้กับข้อมูลน้ำหนักของหน้างาน โดยปริมาณที่เบิกใช้สุทธิรวมเศษที่ใช้ต่อไม่ได้และวัสดุที่ใช้กับงานแก้ในชุดทดลองแล้ว จึงไม่ต้องนำส่วนเหล่านั้นมาบวกซ้ำ
ตัวอย่าง: ลวดเชื่อมเงิน 1 กิโลกรัมใช้ได้ประมาณ 166 รอยต่อ
ตัวเลขต่อไปนี้เป็น ข้อมูลสมมติสำหรับอธิบายการคำนวณ ไม่ใช่ผลทดสอบลวดเชื่อมเงินรุ่นใด
น้ำหนักลวดที่เบิกใช้สุทธิเท่ากับ
300 − 180 = 120 กรัม
น้ำหนัก 120 กรัมนี้รวมเศษที่ใช้ต่อไม่ได้ 10 กรัมอยู่แล้ว จึงไม่ต้องบวกเศษเพิ่มอีกครั้ง
ปริมาณลวดเฉลี่ยต่อรอยต่อที่ผ่านตรวจเท่ากับ
120 ÷ 20 = 6 กรัมต่อรอยต่อ
จำนวนรอยต่อที่ประเมินได้จากลวด 1 กิโลกรัมจึงเท่ากับ
1,000 ÷ 6 = 166.7 รอยต่อ
เมื่อนับเป็นรอยต่อเต็ม จะได้ประมาณ 166 รอยต่อ ภายใต้ค่าเฉลี่ยเดียวกับตัวอย่าง อย่างไรก็ตาม จำนวนจริงอาจเปลี่ยนไปตามความแปรปรวนของงาน จึงควรเก็บข้อมูลหลายชุดก่อนใช้วางแผนงานจำนวนมาก
หากมีหลายชุดทดลอง ควรหาค่าเฉลี่ยอย่างไร
ควรรวมน้ำหนักลวดที่เบิกใช้สุทธิทุกชุด แล้วหารด้วยจำนวนรอยต่อที่ผ่านตรวจทั้งหมด วิธีนี้ช่วยให้ชุดงานที่มีจำนวนรอยต่อมากมีน้ำหนักในการคำนวณตามข้อมูลจริง
ค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ
306 ÷ 50 = 6.12 กรัมต่อรอยต่อ
ไม่ควรนำค่าเฉลี่ยของแต่ละชุดมาบวกแล้วหารจำนวนชุดโดยตรง หากแต่ละชุดมีจำนวนรอยต่อไม่เท่ากัน
นอกจากนี้ ควรตรวจว่าผลแต่ละชุดแตกต่างกันมากหรือไม่ หากต่างกันมาก อาจต้องแยกกลุ่มงานใหม่หรือตรวจเหตุที่ทำให้ปริมาณใช้เปลี่ยนไป ก่อนนำค่าเฉลี่ยรวมไปวางแผนสั่งซื้อ
คำนวณปริมาณสำหรับโครงการอย่างไร
เมื่อทราบปริมาณเฉลี่ยต่อรอยต่อแล้ว ใช้สูตร
ปริมาณลวดที่ต้องเตรียม = จำนวนรอยต่อเป้าหมาย × ปริมาณลวดเฉลี่ยต่อรอยต่อ
สมมติต้องทำ 500 รอยต่อ และใช้ค่าเฉลี่ย 6 กรัมต่อรอยต่อ จะต้องเตรียม
500 × 6 = 3,000 กรัม หรือ 3 กิโลกรัม
ปริมาณนี้รวมเศษและงานแก้ตามที่เกิดในชุดทดลองแล้ว หากต้องสำรองเพิ่ม ควรพิจารณาจากความแปรปรวนของหน้างานและเหตุที่ยังไม่รวมอยู่ในข้อมูลเดิม
ตัวอย่างเช่น หากหน้างานกำหนดให้สำรองเพิ่ม 10% จะได้
3 × 1.10 = 3.3 กิโลกรัม
อัตรา 10% นี้เป็นเพียงสมมติฐานในการคำนวณ ไม่ใช่อัตราสำรองมาตรฐานสำหรับทุกงาน
ก่อนสั่งซื้อ ให้หักสต็อกคงเหลือที่พร้อมใช้ แล้วปัดยอดตามขนาดบรรจุที่จำหน่าย เช่น หากต้องการ 3.3 กิโลกรัม ไม่มีสต็อกเดิม และซื้อได้เฉพาะห่อละ 1 กิโลกรัม ต้องจัดซื้อ 4 ห่อ ส่วนที่เหลือให้บันทึกเป็นสต็อกสำหรับงานถัดไป
ข้อมูลที่ควรบันทึกไว้ใช้ซ้ำ
แบบบันทึกปริมาณลวดควรมีข้อมูลอย่างน้อยดังนี้
-
รุ่น เกรด ขนาด และรูปทรงลวด
-
ชนิดชิ้นงาน ขนาด และรูปแบบรอยต่อ
-
น้ำหนักลวดก่อนใช้
-
น้ำหนักลวดคงเหลือที่ยังใช้ได้
-
น้ำหนักเศษที่ใช้ต่อไม่ได้
-
จำนวนรอยต่อที่ทำและจำนวนที่ผ่านตรวจ
-
จำนวนงานแก้และเหตุผิดปกติ
-
วันที่ทดลองและวิธีปฏิบัติงานที่ใช้
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ย้อนกลับไปตรวจได้ว่าค่าเฉลี่ยมาจากงานแบบใด เมื่อเปลี่ยนชิ้นงาน วัสดุ หรือวิธีทำงาน จะทราบว่าต้องตรวจสอบข้อมูลส่วนใดใหม่
ข้อผิดพลาดที่ทำให้ประเมินปริมาณคลาดเคลื่อน
ใช้จำนวนเส้นแทนน้ำหนักโดยไม่มีข้อมูลรองรับ
ลวดคนละขนาดหรือคนละรูปทรงอาจมีน้ำหนักต่อเส้นต่างกัน จึงไม่ควรใช้จำนวนเส้นเทียบกันโดยตรงหากยังไม่ทราบน้ำหนักจริง
นับเศษที่ใช้ต่อไม่ได้เป็นสต็อกพร้อมใช้
การทำเช่นนี้ทำให้ยอดคงเหลือสูงกว่าที่นำไปทำงานได้จริง และอาจสั่งซื้อวัสดุไม่เพียงพอ
ใช้ค่าเฉลี่ยเดียวกับรอยต่อทุกขนาด
ควรแยกกลุ่มงานที่มีลักษณะต่างกัน เพื่อให้ค่าเฉลี่ยสะท้อนปริมาณใช้ของแต่ละกลุ่ม
เผื่อความสูญเสียซ้ำ
หากค่าเฉลี่ยมาจากน้ำหนักที่เบิกใช้สุทธิและรวมเศษแล้ว ไม่ควรบวกเศษในสัดส่วนเดิมซ้ำอีกครั้ง การสำรองเพิ่มเติมควรมีเหตุผลที่แยกจากข้อมูลเดิมได้
สรุป
ลวดเชื่อมเงิน 1 กิโลกรัมใช้ได้กี่รอยต่อ ต้องประเมินจากปริมาณเฉลี่ยของงานจริง โดยชั่งลวดก่อนใช้ หักลวดคงเหลือที่ยังใช้ได้ และหารด้วยจำนวนรอยต่อที่ผ่านตรวจ จากนั้นจึงนำค่าเฉลี่ยไปคำนวณจำนวนงานและปริมาณที่ต้องสั่งซื้อ
หากงานกำหนดให้ใช้ BCuP-2 สามารถตรวจขนาดและบรรจุภัณฑ์ของ วัสดุประสานสำหรับรอยต่อทองแดงต่อทองแดง เพื่อให้รายการจัดซื้อสอดคล้องกับวัสดุที่ใช้เก็บข้อมูลทดลอง
คำถามที่พบบ่อย
ลวดเชื่อมเงิน 1 กิโลกรัมใช้ได้ 100 รอยต่อหรือไม่?
อาจได้ หากงานนั้นใช้เฉลี่ย 10 กรัมต่อรอยต่อ แต่ต้องตรวจว่าค่าเฉลี่ยรวมเศษและงานแก้แล้วหรือไม่ จึงไม่ควรใช้ 100 รอยต่อเป็นค่าตายตัวสำหรับทุกงาน
ต้องรวมเศษปลายลวดในการคำนวณหรือไม่?
ต้องรวมเศษที่ไม่สามารถใช้ต่อได้ในปริมาณวัสดุที่ต้องเตรียม ส่วนลวดที่ยังใช้ได้ให้แยกเป็นสต็อกคงเหลือ
เปลี่ยนขนาดลวดแล้วใช้ค่าเฉลี่ยเดิมได้ไหม?
ควรตรวจสอบใหม่ เพราะการป้อนวัสดุและสัดส่วนเศษอาจเปลี่ยนไป แม้ยังใช้เกรดเดิม
ต้องทดลองกี่รอยต่อจึงจะเพียงพอ?
ไม่มีจำนวนเดียวที่เหมาะกับทุกงาน ควรทดลองเป็นชุดที่เป็นตัวแทนของงานจริง มีน้ำหนักเปลี่ยนแปลงมากพอให้วัดได้ และเก็บหลายชุดเพื่อดูความแปรปรวน
ควรสำรองลวดเพิ่มกี่เปอร์เซ็นต์?
ควรกำหนดจากประวัติการทำงาน ความแปรปรวน และความไม่แน่นอนที่ยังไม่รวมในค่าเฉลี่ย โดยหลีกเลี่ยงการเผื่อเศษหรือความสูญเสียซ้ำ













